เครดิตภาพ : pixabay.com
บทนำ: ก้าวแรกสู่โรงงาน
 เป้าหมายของการเขียนบทความหัวข้อนี้โดยผมมีจุดประสงค์ในการที่จะให้ท่านผู้อ่านได้รู้ความรู้สึกของก้าวแรกของการที่จะก้าวเข้ามาในสังคมโรงงาน

 ผ่านมุมมองของผมซึ่ง อาจจะแตกต่างกันกับที่ท่านรับทราบมารับรู้เข้าใจเกี่ยวกับมุมมองของตัวท่านผู้อ่านเอง เพราะว่าต่างคนต่างมีที่มาทีไปที่หลากหลายสังคม
อาจจะแตกต่างกันบ้างในบางส่วน แต่โดยหลักๆน่าจะใก้ลเคียงกันครับ


วันแรกที่ผมได้รับแจ้ง ว่าผ่านการสัมภาษท์ และ กำหนดวันเริ่มงาน  ผมเองทั้งดีใจ ตื่นเต้นและทั้งกระวนกระวายใจมาก ท่านผู้อ่านเองก็คงจะเป็นเหมือนกันแต่ถ้าท่านใดไม่มีอาการแบบนี้ ก็ไม่ได้ว่ากันครับ ผมถือว่าใจท่านแน่มาก ส่วนตัวผมเองตื่นเต้นและทั้งกระวนกระวายใจมาก ถึงกับคืนวันก่อนเริ่มงานถึงกับนอนไม่หลับ กว่าจะหลับก็ตี 2-3 กว่าและตื่นประตี 4 กว่าครับ




สรุปคือได้นอนประมาณชั่วโมงกว่าเอง  เหตุการณ์หนึ่งที่ผมลืมบอกไปคือเมื่อได้รับแจ้ง ผมก็ต้องรีบหาที่อยู่ใหม่ให้ใก้ลพื้นที่ ที่สะดวกในการเดินทางไปทำงานให้มากที่สุด สาเหตุที่ต้องรีบเพราะวันที่แจ้งเริ่มงาน คือแจ้งวัน พฤหัส และขอให้ไปรายงานตัวเพื่อทำงานในวันอังคารในสัปดาห์หน้า  คือประมาณ 5 วันเอง (อาจมาจากตอนมาสมัครและตอนสัมภาษท์คนสัมภาษท์ถามว่าสามารถเริ่มงานได้ภายในกี่วัน ผมก็ตอบว่าทันที ที่ได้รับแจ้งเพราะตอนนั้นเพิ่งเรียนจบมา และกำลังรองานอยู่ครับ )


ซึ่งตอนนั้นผมยังอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดอยู่เลยคืออยู่จังหวัดทางภาคอีสาน แต่ต่องไปทำงานที่จังหวัดทางภาคตะวันออก  เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านก็คงเข้าใจว่าทำไมผมถึงได้ ทั้งดีใจ ตื่นเต้นและทั้งกระวนกระวายใจ



เช้าวันต่อมาผมก็ได้เดินทางไปยังจังหวัดระยอง ไปถึงก็เย็นแล้วครับ ก็ต้องไปหาโรงแรมราคาถูกเพื่อนอนครับ ก็ง่ายๆครับ ก็แค่ถามวินมอเตอร์ไซด์แถว บขส เอาครับ  ราคา 250 บาทต่อคืนครับ (ก่อนอื่นอย่าลืมน่ะครับว่าตอนมาหางานเมื่อก่อนช่วงปี 42 ไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ ต้องเดินทางมาหาดูงานตามสำนักงานจัดหางาน หรือไม่ก็ตามป้ายประกาศตามที่นิคม ต่างๆติดไว้    

  ซึ่งในการเดินทางหาสมัครงานเรามากับเพื่อนหลายคน แต่ตอนสัมภาษท์ และมารายงานตัวเราก็ต้องมาคนเดียว



เช้าวันต่อมาก็มาเดินหาห้องเช่า ซึ่งห้องที่ต้องการเราต้องเลือกห้องในที่เราจ่ายได้และต้องมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายซื้อของใช้ต่างๆและรวมทั้งใช้ในการกินอยู่ด้วยครับด้วยครับ


 ตอนนั้นทางบ้านให้เงินมา 7,000 บาท ครับซึ่งถือว่าสูงมากพอสมควรในสมัยนั้น ซึ่งห้องที่ผมได้ก็เป็นห้องแถว 1,500 บาทต่อเดือน ซึ่งกำลังพอดีในสมัยนั้น เป็นห้องแถว ที่มีประมาณ 25 ห้อง ซึ่งก็มีคนอยู่เกือบเต็ม เหลือเพียง 2 ห้องที่คนเช่าพึ่งย้ายออกไปในช่วงต้นเดือน และกำลังทำความสะอาดรอผู้เช่ารายใหม่อยู่


 ซึ่งต้องขอบอกว่าผู้เช่าที่เช่าอยู่ในช่วงนั้น20 กว่าห้องนั้น มีหลายกลุ่มครับ บางห้องก็ทำงานโรงงานเช่นผม บางกลุ่มบางห้องก็ทำงานก่อสร้าง โดยเฉพาะห้องที่อยู่ติดกับห้องผมเป็นคนใต้ที่มารับจ้างเจ้าของห้องแถวกรีดยางเพราะห้องแถวนี้เจ้าของเขาแบ่งที่สวนยางมาทำห้องแถวครับ



 เจ้าของห้องแถวเลยแบ่งห้องให้อยู่โดยอยู่กันเป็นครอบครัว พ่อ แม่ และลูกเล็ก 2 คน  ส่วนห้องทางฝั่งซ้ายที่ติดกับผม ก็เป็นระดับหัวหน้างานเหมือนผมครับแต่ทำงานคนล่ะที่กันครับ )
เครดิตภาพ:pxhere.com
 เอาล่ะครับ พอเช้าวันแรกของการมารายงานตัวเพื่อทำงาน เกิดอาการ สมองเบลอไปหมด  เมื่อเดินมาถึงหน้าโรงงาน
 ไม่รู้ว่าท่านผู่อ่านเป็นเหมือนผมไหมว่าก้าวแรกที่ไปถึงหน้าโรงงานจนถึงระหว่าง นั่งรอรายงานตัว ผมยกมือไหว้ตั้งแต่ รปภ. ไปจนถึงพนักงานทีเดินผ่านไปผ่านมาเลยครับ



แต่ก็ไม่ทั้งหมดครับเราก็ประมาณว่าดูลักษณะท่าทางเอาครับ แต่ก็ถือว่าหลายคนมากที่เดียว 55  ถึงจะว่าบ้า ก็ไม่เสียหายอะไร ใครมันจะไปรู้ว่า ไอ้คนที่เดินไป เดินมา ในระหว่างที่เรานั่งรอรายงานตัวนั้นมันจะไม่ไช่หัวหน้าเราหรือคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเราครับ ว่าไหม?



หลังจากผ่านวันแรกมาได้ก็ใจชื้มมากขึ้นครับ เพราะอาจจะเป็นเพราะตำแหน่งที่เราจะไปทำนั้นเป็นตำแหน่ง Engineer
ที่ถือว่าสูงพอสมควรครับการต้อนรับเลยเป็นกันเองพอสมควร


วันที่สองของการทำงาน  ทางพนักงานฝ่ายบุคคลก็ได้นำเราไปพบกับต้นสังกัดซึ่งผมก็ได้มีส่วนร่วมมากมายกับประสบการณ์ทำงานที่มีทั้งสุข ทุกข์ ครบทุกรสชาติของการทำงาน จากการที่เริ่มจากการเป็นน้องใหม่ พนักงานใหม่ หัวหน้างานใหม่ จนกระทั้งก้าวเป็นหัวหน้างานระดับ ติดสินใจได้  และสุดท้ายก็กลายเป็นที่ผมเรียกเองว่า กบกระโดด ครับ



(ท่านผู้อ่านท่านใดที่สนใจ ลองอ่านเพิ่มเติม (Leapfrog Theory) เพิ่มเติมดูครับ)

ติดตามตอนต่อไปครับ และเป็นกำลังแรงใจ ในการบอกเล่าเรื่องราวโดย กด Like  กด share  หรือ กด ติดตาม ได้ ที่ face book page  MR.FREEMAN 006 ครับ