Covid-19  = Corona virus disease 2019  # 1
เครดิคภาพ : Pixabay.com


วิกฤตการณ์ covid-19 กับผลกระทบกับมนุษย์เงินเดือน สังคมพวกเราชาวแรงงานโรงงานอุตสาหกรรม และผู้ที่ใช้แรงงานรับจ้างเพื่อยังชีพ
ท่านผู้อ่านรู้ไหมครับว่า วันที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ผมใช้เวลาในวันหยุดในช่วงที่บริษัทประกาศให้เป็วันหยุดเนื่องจากเป็นผลกระทบมาจาก เจ้าโลกโควิด -19  นี้ล่ะครับ 


โรคโควิด-19 ที่ เมื่อก่อนหน้านี้เราเรียกว่า ไวรัสอู่ฮั่นนั่นแหล่ะ ใครเลยจะคิดว่าโรคระบาดที่มีแหล่งกำเนิดที่ ห่างไกลแสนไกล จากประเทศจีน จะส่งกระทบมาที่ประเทศไทยเราและทั่วโลกอย่างรวดเร็วและรุนแรงเพียงนี้


 ใครจะคิดว่ามันจะทำลายเศรษฐกิจทั้งโลกได้มากมายอย่างนี้ ใครจะคิดว่ามันจะทำลายล้างชีวิตคนได้มากมากและรวดเร็วอย่างนี้ ใครจะคิดว่าข้อมูลการตรวจพบจำนวนผู้ป่วย จำนวนกำลังรักษา จำนวนเสียชีวิต เราต้องคอยดูการ Up date กันเป็นรายวันรายชั่งโมงกันเลยทีเดียว ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างการ Up date จำนวนดังกล่าวดังนี้


(จะขอยกเฉพาะประเทศที่มีการตรวจพบผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยเป็นหลักน่ะครับ)
ลำดับ
ประเทศ
จำนวนตรวจพบรวม
จำนวนที่กำลังรักษา
จำนวนที่รักษาหายป่วย
จำนวนที่เสียชีวิต
% ผู้ป่วยทั้งหมด
1
USA
925,109
763,109
110,432
52,217
32.6
2
SPAIN
219,764
104,885
92,355
22,524
7.7
3
ITALY
192,994
106,527
60,498
25,969
6.8
4
FRANCE
159,828
94,090
43,493
22,245
5.6
5
GERMANY
155,054
39,487
109,800
5,767
5.5
6
UK
143,464
123,614
371
19,506
5.1
7
TURKEY
104,912
80,575
21,737
2,600
3.7
8
IRAN
88,194
16,021
66,599
5,574
3.1
9
CHINA
82,816
838
77,346
4,632
2.9
10
RUS
68,622
62,436
5,568
615
2.4
11
THAI
2,907
309
2,547
51
0.1
12
อื่นๆ
693,491
438,584
218,229
35,998
24.4

รวม
2,837,155
1,830,480
808,975
197,698
100
ส่วนท่านผู้อ่านท่านใดอยากได้อยากรู้มูลเพิ่มเติม ณ ขณะเวลาที่ผู้อ่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่สามารถดูได้ที่www.covidvisualizer.com ได้ครับ (เป็นข้อมูลแบบ real-time ครับ)


     ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะครับว่า ณ วันที่ท่านผู้อ่านแต่ละคนอ่านบทความนี้อยู่นั้นตัวเลขมันจะเป็นเท่าไรและวิกฤตการณ์ครั้งนี้มันจะจบอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้ครับ แต่หากพิจารณาดูจากตารางดังกล่าวเกี่ยวกับการบริหารจัดการกับปัญหาของแต่ละประเทศเมื่อเกิดวิกฤต ทำให้เรารู้ว่าทางฝั่ง สหรัฐและยุโรปยกเว้นเยอรมัน มีการบริหารจัดการที่ค่อนข้างแย่ เพราะมีการผู้เสียชิวิตเยอะมากครับ และอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรม


 คนทางตะวันตกเกี่ยวกับการไม่เข้มงวดในการสวมหน้ากากอนามัยด้วยครับ เพราะคนฝั่งอเมริกาและยุโรป จะสวมหน้ากากอนามัยเฉพาะคนที่รู้ตัวว่าไม่สบายเท่านั่น คนปรกติไม่นิยมสวม แต่เจ้าโรคนี้มันแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ผู้ที่รับเชื้อยังไม่แสดงอาการป่วยออกมาให้เห็นด้วยซ้ำและอย่างนึงผมมองว่าเขามีความเป็นประชาธิปไตยที่สูงมาก การจะประกาศข้อห้ามต่างๆจะมีคนต่อต้านเป็นเงาตามตัว เนื่องจากทางประชาชนจะมองว่ากระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน


      ส่วน รัสเซียและจีนมีการจัดการที่ดีมาก เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายได้ดีกว่า  ส่วนพี่ไทยเราการจัดการค่อนข้างดีครับแม้จะมีปัญหาการจัดการภายในอย่างมากมายก็ตาม แต่ภาพรวมก็ถือว่าดีครับ จากวิกฤตการณ์โลกครั้งนี้ ผมขอพยากรณ์ว่าต่อจากนี้ไป โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ศูนย์กลางอำนาจของโลกที่ปัจจุบันที่มีสหรัฐอเมริกา จะค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นศูนย์กลางอำนาจของโลกใหม่ ไปเป็น จีน และรัสเซียแทน (เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนครับ)


    ส่วนประเทศเราจะไปในทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจและผู้บริหารบ้านเมืองในการที่จะกำหนดหางเสือให้กับเรือที่ชื่อว่าประเทศไทยครับ เพราะในสังคมโลกเราจำเป็นต้องมีเพื่อนครับเราไม่สามารถอยู่โดยลำพังได้ครับ (เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนครับ ส่วนท่านผู้อ่านท่านใดที่ไม่เห็นด้วยผมก็น้อมรับในความเห็นต่างครับ เพราะบทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อ share ความรู้ซึ่งกันและกันครับ)


โดยส่วนที่ผู้เขียนอยากจะshare มากที่สุดก็เป็นไปตามหัวข้อของบทความครับ วิกฤตการณ์ covid-19 กับผลกระทบกับมนุษย์เงินเดือน สังคมพวกเรา ชาวแรงงาน โรงงานอุตสาหกรรม และผู้ที่ใช้แรงงานรับจ้างเพื่อยังชีพ เป็นหลักครับ


    ครับก่อนอื่นต้องบอกว่าผู้เขียนปัจจุบันทำงานอยู่โรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ด้วย จึงอยากจะนำเหตุการที่พวกเราเจออยู่นี้ แชร์กันกับท่านผู้อ่านครับ ซึ่งผู้เขียนมีความเชื่อว่า จากเหตุการณ์วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ทุกคนในประเทศไทยไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหน ทำอาชีพอะไร ก็คงหลีกไม่พ้นผลกระทบครั้งนี้ขึ้นกับว่าจะมากหรือน้อย จะโดยตรงหรืออ้อม เท่านั้นเอง ครับ


      วันนี้เป็นวันที 15 ของการหยุดงานของผมจากเหตุการณ์นี้ บริษัทประกาศหยุดเบื้องต้น1 เดือนครับซึ่งเป็นผลมาจากในช่วงเดือนที่ผ่านมาปริมาณการซื้อรถยนต์ ทั้งในประเทศและนอกประเทศลดลงมากกว่า 50% ทำให้ผู้ผลิตมีความจำเป็นที่ต้องลดปริมาณการผลิตลง ความตามตลาดรถยนต์ที่ลดลง


 เพื่อป้องการการผลิตที่มากเกินไป ซึ่งถ้าผลิตมากแต่ขายได้น้อย ก็จำต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในเรื่องของการเก็บ stock และการดูแลรักษาอย่างมหาศาล ซึ่งในการบริหารงานใดๆก็พยายามจะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ด้วยกันทั้งสิ้น….ถ้าท่านผู้อ่านเป็นผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสิน ก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหานเช่นกัน ขอถามว่า ท่านผู่อ่านเห็นด้วยไหมครับ?”


(บทความนี้พักไว้แค่นี้ครับ เพราะถ้ายาวไปกลัวท่านผู้อ่านจะเบื่อก่อน แล้วเรามาต่อกันอีกครั้งครับ )
ติดตามตอนต่อไปครับ และเป็นกำลังแรงใจ ในการบอกเล่าเรื่องราวโดย
 กด Like  กด share  หรือ กด ติดตาม ได้ ที่ face book page  MR.FREEMAN 006 ครับ