GWM  :  Great Wall Motor   : มังกรผยองเดช







ทันทีที่มีข่าว บริษัทเจอเนอรัล มอเตอร์ ประกาศยุติการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย 

และทำการประกาศข่าวการขายโรงงานทั้งสองแห่งคือ

โรงงานประกอบ ( General Motors Thailand )และโรงงานผลิตเครื่องยนต์( General Motors Powertrain Thailand ) 

 ที่ นิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด  (ESIE) จังหวัดระยอง






ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อันดับ  3 ของจีน ชื่อ บริษัท เกรต วอลล์ มอเตอร์  ( Great Wall  Motor

จากประเทศจีน ให้เข้ามาเปิดตลาดในไทย 

ทุกสายตาก็พามองกันด้วยความอยากรู้ว่า ค่ายรถยนต์ เกรต วอลล์ มอเตอร์ หรือ GWM  คือใคร 

ทำไมจึงหาญกล้าเข้ามาลุยในธุรกิจรถยนต์ในประเทศไทย

ที่เป็นสมรภูมิการแข่งขันของค่ายรถยนต์ที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

และที่มีเจ้าถิ่นอย่างค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นครองตลาดอยู่  และเข้ามาด้วยเป้าหมายอะไรกันแน่ ?





 ซึ่งปัจจุบันนี้ ทาง GWM ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสามของจีน แต่ถ้ามองเฉพาะในส่วน รถปิคอัพ รถ

อเนกประสงค์หรือรถ SUV (Sport Utility Vehicle ) แล้วจะพบว่าทาง GWM ถือเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของประเทศจีน

         เหตุการณ์เมื่อปี 2556 ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของ บริษัท เกรต วอลล์ มอเตอร์  ( Great Wall  Motor )  ได้ให้

สัมภาษณ์ ในงานมอเตอร์โชว์ที่ประเทศไทยตอนหนึ่งว่า

 ทาง GWM กำลังศึกษาแผนที่จะเข้ามาทำธุรกิจผลิตรถยนต์ในประเทศไทย 

โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะทำการสร้างโรงานผลิตรถยนต์ที่มีความสามารถในการผลิตให้ได้

อยู่ในช่วง 100,000 – 150,000 คันต่อปี

โดยมองพื้นที่ไว้สองแห่งคือจังหวัดระยองหรือจังหวัดนครราชสีมา 

หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 7 ปีทาง GWM ก็ได้เข้ามาซื้อโรงงานของทาง  GM ( เจนเนอรัล มอเตอร์ ) 

ทั้งโรงงานประกอบ ( General Motors Thailand )

และโรงงานผลิตเครื่องยนต์( General Motors Powertrain Thailand )  ที่ นิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด

 ซึ่งตลอดทั้ง 1-2 ปีนี้ก็จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายและการวางเครื่องจักรใหม่ 

ซึ่งคาดว่าจะสามารถมาทำการทดลองผลิตได้น่าจะเป็นช่วงกลางปี 2565 เป็นต้นไป

          ซึ่งก่อนหน้านี้การดำเนินธุรกิจของ GWM ในรูปแบบการเข้าไปซื้อฐานการผลิตแล้วจำนวน 11ครั้ง โดย

ครั้งเป็นการซื้อฐานการผลิตภายในประเทศจีนและนอกประเทศจีน 3 ครั้ง

 คือ 1. เมื่อเดือนมิถุนายน 2562  ซื้อฐานการผลิตที่เมืองทูลา ประเทศรัสเซีย 

 และ 2. ในเดือน มกราคม 2563 ทาง GWM ได้ซื้อฐานการผลิตของ GM ( เจนเนอรัล มอเตอร์ ) 

ที่เมืองเทเลกอน ประเทศอินเดีย

  และ 3. ในเดือนกุมภาพันธ์  2563 ทาง GWM  ก็ได้เข้าซื้อฐานการผลิตของ GM ( เจนเนอรัล มอเตอร์ )

ที่นิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง ประเทศไทย

  และนอกจากนี้ทาง GWM ก็มีการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ที่ประเทศอื่นๆ

อีก 4 ประเทศคือ เอกวาดอร์ ตูนีเซีย บัลแกเรีย และมาเลเซีย

แล้วอะไรที่ทำให้ทาง GWM ถึงต้องมีการเข้ามาซื้อโรงงานในภูมิภาคนี้

ถ้ามองในตลาดในส่วนของประเทศจีนจะพบว่าการเติบโตในส่วน รถปิคอัพ รถอเนกประสงค์หรือรถ SUV 

แล้วจะพบว่า มีการเติบโตเพิ่มขึ้นในลักษณะชะลอตัว ในปี 2019

   ดังนั้นค่ายรถยนต์ GWM ที่ถือเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของประเทศจีนในส่วน รถปิคอัพ รถอเนกประสงค์

หรือรถ SUV (Sport Utility Vehicle )

จึงต้องหาตลาดใหม่เพิ่ม ซึ่งเอเชียใต้หรืออาเซียนและเอเชียโอเชียเนีย 

ก็คือตลาดที่ทาง GWM (เกรต วอลล์ มอเตอร์)กำลังมองด้วยความสนใจ

รวมไปถึงตลาดในประเทศอินเดีย และแอฟริกาด้วย  และถ้ามองในมุมมองของการเติบโต 

ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นตลาดที่เติบโตเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน

 แต่ถ้ามองในมุมมองของทั้งกลุ่มพบว่าอาเซียนเป็นตลาดที่ทีการเติบโตเป็นอันดับ 6 ของโลก







และถ้าจะมองในมุมมองของรถยนต์ที่การขับพวงมาลัยขวา ( Driving On The Right ) 

จะพบว่าประเทศไทยและประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่มีตำแหน่งที่ดีมาก

 โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางทั้งอาเซียน และเอเชียโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ )

โดยปัจจุบันทางจีเอ็ม ( GM )ก็ใช้โรงงานในไทยผลิต ไปจำหน่ายที่ทั้ง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ 

ในนามแบรนด์ โฮลเดน แบรนด์เก่าแก่กว่า 100 ปี ของออสเตรเลีย บริษัทลูกของ GM (เจนเนอรัล มอเตอร์)

ซึ่งถ้าทาง จีเอ็ม ( GM ) เลิกการผลิตในไทยก็เปรียบเสมือนแบรนด์โฮลเดนก็ยกเลิกจำหน่ายไปโดยปริยาย

ดังนั้นก็เป็นโอกาสของ GWM (เกรต วอลล์ มอเตอร์)  ส่วนอินเดียก็เป็นตลาดรถยนต์ที่การขับพวงมาลัยขวา 

( Driving On The Right ) เช่นเดียวกัน

     ผู้อ่านสามารถดูได้ในแผนที่ข้างบนโดยที่เป็นกลุ่มประเทศแถบสีน้ำเงิน

เป็นตลาดรถยนต์ที่ขับพวงมาลัยขวา ( Driving On The Right )

 ส่วนแถบสีแดงเป็นกลุ่มประเทศใช้รถยนต์ที่ขับพวงมาลัยซ้าย  ( Driving On The Left )

ที่ปัจจุบันอินเดียก็เป็นตลาดรถยนต์ที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก

 และก็มีโอกาสในการส่งออกไปที่แถวแอฟริกาตอนใต้ ที่ก็เป็น

ตลาดรถยนต์ที่การขับพวงมาลัยขวา ( Driving On The Right ) เช่นเดียวกัน

ข้อได้เปรียบหนึ่งคือไม่ต้องเสียเวลาสร้างโรงงาน และยังได้แรงงานของบริษัท GM เดิม

ที่มีความรู้ความสามารถ โดยไม่ต้องเริ่มสร้างและเรียนรู้ใหม่หมด

  และอีกข้อเปรียบหนึ่งของ GWM  ผลิตรถยนต์ได้ในราคาที่ไม่แพงมาก ก็น่าจะทำการแข่งขันระอุ อย่างแน่นอน

 แต่อีกปัจจัยหนี่งก็คือ ทาง GWM มองว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 

ในตลาดดังที่กล่าวมานี้ยังต้องมีการเติบโตอีกมาก

 แต่ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่ค่ายอื่นขายก็มีราคาที่แพง ซึ่งแตกต่างจากของ GWM

 และคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ GWM น่าจะมีออกมาให้ยลโฉมได้ไม่เกินปี 2565 -2566 อย่างแน่นอน


 แถมจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ที่ ราคาจับต้องได้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในความหวังของ GWM