เคยไหมครับสั่งโค้กได้เป็ปซี่ สั่งเป็บซี่ได้เอส ส่วนผมเจอบ่อยมากครับ แต่ผมเป็นคนที่ง่ายๆครับแต่ก็เคยนึกอยู่เหมือนกันว่า มันคงจะเป็นสมัยเด็ก ที่แม่ใช้ไปซื้อแฟ๊บ แต่ผมก็ซื้อบรีส มาให้นั่นแหละแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร 

ส่วนตัวผมลื้นมันรับรสชาติได้ดีกว่าครับ แต่ผมไม่ได้บอกว่าระหว่าง โค้ก เป๊ปซี่ หรือ เอส ยี่ห้อไหนดีสุด มันขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ล่ะคนครับ ใครชอบอันไหนก็สั่งอันนั้นแหละถูกต้องแล้ว




ต่อมาเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คำว่าน้ำ โคล่ากันครับ คำว่าโคล่าเกิดก่อน โคคา โคล่า หรือ เป๊ปซี่ โคล่า ครับ ซึ่งน้ำโคล่าก็คือ เครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีรสหวานไม่มีคาเฟอีน  ส่วน โคคา โคล่า หรือ เป๊ปซี่ โคล่านั้นเป็นการนำส่วนผสมอื่นเข้ามารวมกับน้ำโคล่าอีกทีครับ





ต้นกำเนิดและประวัติศาสตร์ของการค้นพบ โคคา - โคล่า




ดร.จอห์น สติท เพมเบอร์ตัน (Dr.John Stith Pemberton) 

เกิด 8 กรกฎาคม 2374 นอกซ์วิลล์จอร์เจียสหรัฐอเมริกา

เสียชีวิต 16 สิงหาคม 2431 แอตแลนตาจอร์เจียสหรัฐอเมริกา (อายุ 57 ปี)

อาชีพ ทหารม้าของสมาพันธรัฐ/ทหารฝ่ายใต้ ( ที่สนับสนุนการมีทาส) / เภสัชกร ผู้คิดค้น โคคาโคลา

 

จอห์นจบการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แห่งรัฐจอร์เจียที่เมคอนและในปี พ.. 2393  ตอนอายุ 19 เขาเป็นเภสัชกร หลังจากนั้นไม่นานเขาแต่งงานกับมิสลูอิสในโคลัมบัส พวกเขามีลูกเพียงคนเดียว Charles Ney Pemberton เกิดในปี 2397




ในเมษายน 2408 ในขณะที่ทำหน้าที่เป็นผู้พันของกองทัพพันธมิตรกองพันทหารม้าที่สาม แห่งจอร์เจีย  และจอห์น Pemberton เข้าร่วมรบในสงครามกลางเมืองได้รับบาดเจ็บจากดาบที่หน้าอกในสมรภูมิรบที่โคลัมบัส จอร์เจีย เพื่อลดความเจ็บปวดจากบาดแผล ในเวลานั้นมอร์ฟีนถูกนำมาใช้ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนติดยาเสพติด

แต่ในฐานะเภสัชกรเขาคิดว่ายากที่จะกำจัดสิ่งที่เขากำลังเป็นอยู่ตอนนี้และถ้าเป็นอยู่อย่างนี้เขาต้องตายด้วยยาเสพติดเป็นแน่แท้ นอกซะจากจะมีสิ่งอื่นมาทดแทนมอร์ฟีน และฝิ่น ดังนั้น

ในปี 2409 ในโคลัมบัสจอร์เจียเขาเริ่มค้นหายาแก้ปวดที่จะทำหน้าที่เป็นทางเลือกแทนฝิ่นฟรีกับมอร์ฟีน ครั้งแรกเขาทดลองใช้เป็นน้ำเชื่อมที่ได้จากดอกของพืชพิษชนิดหนึ่ง ที่พบได้ทั่วไปในอลาสกา แต่การทดลองไม่ประสบผลสำเร็จ มันไม่ได้ช่วยให้อาการเขาดีขึ้น

เมื่อความล้มเหลวในการทดลองครั้งแรกมันไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความพยายามและเขาก็เริ่มทำการทดลองกับใบโคคาและองุ่นโคคาในที่สุดการสร้าง Vin Mariani รุ่นของเขาเองซึ่งประกอบด้วยถั่วโคล่าและใบของต้นดาเมียนาซึ่งเขาเรียกว่า


เพมเบอร์ตันเฟรนช์ไวน์หรือไวน์ผสมโคเคน


.เพมเบอร์ตันเฟรนช์ไวน์ การสร้างยาของเขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเพราะในเวลานั้นในหมู่ทหารผ่านศึก

หลายคนประสบต้องผจญกับโรคภาวะซึมเศร้าและโรคพิษสุราเรื้อรัง ทำให้เกิดกระแสะการต่อต้านเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จากหมู่ประชาชน จนปี 2429 เมื่อแอตแลนต้าและฟุลตันเคาน์ตี้ออกกฎหมายไม่ให้มีการผสมแอลกอฮอล์ลงในยา


ใบโคคา/ถั่วโคล่า/ โซดา/น้ำเชื่อม


เพมเบอร์ตันจึงเปลี่ยนไปคิดค้นสุตรใหม่และพบส่วนผสมของน้ำเชื่อมพื้นฐานกับน้ำคาร์บอเนตโดยไม่ตั้งใจ เพมเบอร์ตันจึงตัดสินใจขายเครื่องดื่มน้ำบำรุงกำลังแทนการเรียกเป็นยาในที่สุด 

โดยผู้ช่วยของเขา แฟรงก์เมสันโรบินสันให้แนวคิดโดยใช้ชื่อ "COCA - COLA" แทนที่จะชื่อ COCA-KOLA ซึ่งเป็นส่วนผสมของ ใบ COCA และถั่ว KOLA  เพราะเพียงแค่ให้ง่ายต่อการออกเสียงเท่านั้น  

และมีการอ้างถึงสรรพคุณว่า จะช่วยรักษา อาการปวดหัว บรรเทาอาการอ่อนเพลียและทำให้เส้นประสาทสงบและทำตลาดว่าเป็น "อร่อยสดชื่น สดชื่นจนทำให้เบิกบาน" และ "ชุ่มชื่น"




ไม่นานหลังจากที่ Coca-Cola เข้าสู่ตลาด  เพมเบอร์ตันก็ล้มป่วยและเขายังคงได้รับความทรมานจากการติดมอร์ฟีนอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเขาเริ่มขายสิทธิในสูตรของเขาให้กับพันธมิตรทางธุรกิจของเขาในแอตแลนตาปี 2431 

แต่เขาก็ยังเก็บไว้บางส่วนสำหรับมอบให้ลูกชายของเขา และสุดท้าย หุ้นที่เหลือทั้งหมดของที่เขาเหลือไว้ให้ กลับถูกลูกชายคนเดียวของเขาขายออกหมดในปีเดียวกันหลังจากที่เขาตาย เพื่อแลกกับเงินเพียง (1,750 USD)  หรือถ้าเทียบกับปัจจุบันปี 2563  คิดเป็นเงินมูลค่าเล็กน้อยที่ (45,230USD)หรือ1,510,000 บาท เท่านั้นเอง

 และหลังจากนั้นอีก 6 ปีต่อมาลูกชายคนเดียวของเขาก็ตายจากการลงแดงเพราะติดฝิ่นอย่างหนักนั้นเองในปี 2437  ซึ่งผู้ที่ซื้อไว้ทั้งจาก เพมเบอร์ตันผู้พ่อและลูกก็คือ Asa Griggs Candler นายกเทศมนตรเมืองแอตแลนตา และเพื่อนของ เพมเบอร์ตันผู้พ่อ และเป็นผู้ที่สร้างให้ โคคา-โคล่า ยิ่งใหญ่จนปัจจุบันนี้นั่นเองครับ

โคคา-โคลา เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2491





ทว่าในปัจจุบันการผลิตเครื่องดื่มโคคา-โคล่าไม่ได้ใช้สารสกัดจากใบโคคาและถั่วโคล่าแล้ว แต่ใช้สารปรุงแต่งที่เลียนแบบขึ้นมาแทนเพื่อให้รสชาติของเครื่องดื่มเป็นไปตามมาตรฐาน

 (https://en.wikipedia.org/wiki/ John Pemberton)

 

ต้นกำเนิดและประวัติศาสตร์ของการค้นพบของ เป๊ปซี่ - โคล่า






ดร. คาเลบ  แบรดแฮม  (Dr. Caleb Davis Brad ham)

เกิด 27 พฤษภาคม 1867 Chinquapin, North Carolina

เสียชีวิต 19 กุมภาพันธ์ 1934 New Bern, North Carolina (อายุ 66 ปี)

อาชีพ เภสัชกรผู้คิดค้น เป๊ปซี่ /ทหาร

เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่าที่ Chapel Hill และเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ราวปี 2433 เขาลาออกจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์เพราะธุรกิจของพ่อของเขาล้มละลาย

หลังจากกลับไปที่นอร์ธ แคโรไลนาแบรดแฮมทำงานเป็นครูในโรงเรียนรัฐบาลเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีและหลังจากนั้นก็เปิดร้านขายยาในนิวเบิร์นเรียกว่า "บริษัท ยาแบรดแฮม"


วานิลา / ถั่วโคล่า/ลูกจันทร์เทศ/คาราเมล


ในเวลานั้นเป็นเรื่องปกติที่ร้านขายยาทุกแห่งจะให้บริการน้ำอัดลม(COLA) ตรงกันข้ามกับแบรดแฮมเขาสร้างตัวเองขึ้นโดยค้นพบสูตรผสมผสานของ น้ำตาล, น้ำ, คาราเมล, น้ำมันมะนาว, ลูกจันทน์เทศและถั่ว

    โคล่าเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2441 แบรดส์ดื่มเปลี่ยนชื่อเป็นเป๊ปซี่หลังจากเอนไซม์เปปซิน แบรดแฮมเชื่อว่าเครื่องดื่มของเขาเป็นโคล่า "สุขภาพ" ที่ช่วยในการย่อยอาหาร




 ในขั้นต้นที่รู้จักกันในชื่อ "เครื่องดื่มแบรด"

 แต่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1898 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Pepsi-Cola ชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากแบรดแฮมรวมคำว่า "เป๊ปซิน" และ "โคล่า" เพราะเขาเชื่อว่าเครื่องดื่มสามารถช่วยย่อยอาหารเช่นเอนไซม์เพปซิน

ในความเป็นจริงแล้วเพปซินไม่ได้ใช้เป็นส่วนผสมพื้นฐาน มันเป็นเพียงเทคนิคในการตั้งชื่อเครื่องดื่มที่ไม่มีอะไรนอกจากสร้างจินตนาการว่าเครื่องดื่มนั้นแข็งแกร่งพอ ๆ กับ Coca และมีประสิทธิภาพเท่ากับ Pepsin

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 แบรดแฮมและ บริษัท เป๊ปซี่ - โคล่าของเขาได้ประกาศล้มละลาย ปัจจัยสำคัญสำหรับความล้มเหลวทางธุรกิจของแบรดแฮมคือราคาน้ำตาล

ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3 เซ็นต์ต่อปอนด์ก่อนสงคราม เป็น ถึง 28 เซ็นต์ต่อปอนด์ ทันทีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1  เริ่มขึ้น  เมื่อราคาเพิ่มขึ้น และแบรดแฮมสั่งซื้อน้ำตาลจำนวนมากในราคา28 เซ็นต์ต่อปอนด์ แต่ราคาของน้ำตาลที่ตกลงอย่างฮวบฮาบ ไม่นานหลังจากที่เขาซื้อมันทำให้เข้าเป็นหนี้มหาศาล ทำให้เขาหลังจากที่ประกาศล้มละลาย

ในวันที่ 8 มิถุนายน 1923 เครื่องหมายการค้าของ บริษัท และสูตรลับถูกซื้อโดย Craven Holding Corporation  ในราคา $ 30,000 ซึ่งต่อมาก็มาพัตนาเป็นบริษัทเป็ปซี่แอนด์โคในที่สุด และหลังจากที่ประกาศล้มละลาย  ดร. คาเลบ  แบรดแฮม   ก็ได้กลับไปดำเนินงานร้านขายยาของเขา เขาเสียชีวิตในนิวเบิร์ 

เป๊ปซี่” เริ่มเปิดขวดให้ผู้บริโภคไทยได้ลิ้มลองครั้งแรกเมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 18 มี.ค. 2469 พร้อมคำโฆษณา “ดีมาก มากดี” (Quality Quantity)

 (https://en.wikipedia.org/wiki/Caleb_Bradham)

 

 

ประวัติ เครื่องดื่มยี่ห้อ est






       บริษัทเสริมสุขเป็นเจ้าของในการคิดค้นสูตรการคิดค้นผลิตขึ้นใหม่ พร้อมกับปรับปรุงอัตลักษณ์ใหม่ทั้งหมด จึงเปลี่ยนไปใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าใหม่ว่า เอส (est) ซึ่งแต่เดิมบมจ. เสริมสุขเป็นผู้ประมูลการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มยี่ห้อเป๊ปซี่ -โคลา จากบริษัทเป๊ปซีโค อินค์.สหรัฐอเมริกา 

    แต่มาถึงปี2555 บริษัทเป๊ปซีโค อินค์ได้ยุติการต่อสัญญาร่วมกิจการ,เช่ากิจการ,การผลิตและจัดจำหน่ายเป๊ปซีกับ บมจ.เสริมสุข เนื่องจากผิดหวังที่ไม่ซื้อหุ้นจากกลุ่มของผู้ถือหุ้นเดิมได้ ทำให้ไม่สามารถถือหุ้นในเสริมสุขได้แบบเบ็ดเสร็จ หรือได้กุมอำนาจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 

    ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนนี้จะทำให้เพิ่มความแข็งแกร่งให้เป๊ปซี่อย่างมาก ไม่เฉพาะในไทย แต่ยังครอบคลุมถึงอินโดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน

ดังนั้นบมจ.เสริมสุข จึงมีพิธีเปิดตัวสินค้า และเริ่มต้นการจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายใต้เครื่องหมายการค้า เอส (est) เมื่อวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 โดยจัดประเภทสินค้าเป็น 4 รูปแบบหลัก คือ ขวดแก้ว (ขนาด 250 มิลลิลิตร และ 12 ออนซ์)ขวดพลาสติก (ขนาด 455, 480 มิลลิลิตร และ 1 ลิตร)กระป๋อง (ขนาด 325 มิลลิลิตร) และ ตู้กดเครื่องดื่ม (Post Mix)

            วันที่ 28 ตุลาคม 2557 บริษัท เสริมสุข ขายแบรนด์น้ำอัดลม เอส (est) ให้กับ อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ ในเครือไทยเบฟเวอเรจ ผู้ผลิตเบียร์ช้าง มูลค่าสินทรัพย์ 1.56 พันล้านบาท เปลี่ยนเป็นรับจ้างผลิตอย่างเดียว

            นายสมชาย บุลสุข ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสริมสุข (SSC) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้ ขายเครื่องหมายการค้า “เอส (est)” โดยมีเงื่อนไข กับบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด มูลค่าสินทรัพย์ที่จำหน่ายคิดเป็น 1,560,000,000 บาท โดยบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ผู้ผลิตเบียร์ช้าง ซึ่งถือหุ้น 100% 

 

    ซึ่งเครื่องหมายการค้า เอส เป็นของ บริษัท เกรท แบรนด์ ลิมิเต็ด ที่จัดตั้งขึ้นในฮ่องกง และอนุญาตเสริมสุขให้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับการผลิต การตลาดและการขาย การโฆษณา และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโคล่า และเครื่องดื่มอัดลมอื่น ๆ  

    ทั้งนี้จากการดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลา 24 เดือน จนถึงสิงหาคม 2557 เอสมีส่วนแบ่งการตลาดน้ำอัดลม 12% และการขายแบรนด์ดังกล่าวจะสามารถนำเงินไปใช้ลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดในการจำหน่าย และบริษัทเสริมสุขจะยังคงรับผลิตสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า เอส ต่อไป และจะนำเงินจากการขายแบรนด์ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของกิจการแทน

 

 

ปัจจุบันในปัจจุบันการผลิตเครื่องดื่มโคคา-โคล่า / เป๊ปซี่ โคล่า / เอส ใช้สารปรุงแต่งที่เลียนแบบขึ้นมาแทนเพื่อให้รสชาติของเครื่องดื่มเป็นไปตามมาตรฐาน รสชาติดั่งเดิม 

EST น้ำตาล 10.5%, สารให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (INS290), สีธรรมชาติ (INS150d), แต่งกลิ่นธรรมชาติ, สารควบคุมความเป็นกรด (INS338)


PEPSI น้ำตาล 10.5% สารควบคุมความเป็นกรด(INS338) สารทําให้คงตัว, สารใหความข้นเหนียว(INS414 ) แต่งรสและเจือสีธรรมชาติ (INS150d)


COCA COLA น้ำตาล 10% สารควบคุมความเป็นกรด (INS338)แต่งรสและเจือสีธรรมชาติ (INS150d)

 สุดท้ายใครชอบแบบไหนแล้วแต่เป็นความชอบส่วนบุคคล ครับ แต่ถ้ากินมากทำให้อ้วนได้และอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงครับ