ลงทุนอะไรดี

STOCK   / CRYPTOCURRENCY

สภาวะทั้งในอดีดและปัจจุบันนี้ การหาความมั่นคงมั่งคั่งในด้านรายได้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะการจะหวังพึ่งรายได้จากการทำงานประจำอย่างเดียวนั้น ไม่น่าจะเพียงพอเสียแล้ว

โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปรกติหรือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น คนที่มีรายได้จากงานประจำจากการทำให้คนอื่นและได้รับผลตอบแทนเป็นค่าจ้าง หรือที่เรียกว่าทำงานเป็นลูกจ้าง จะมีความเสี่ยงมาโดยตลอด

โดยเฉพาะลูกจ้างที่ทำงานในบริษัทเอกชนจะมีความเสี่ยงสูงกว่าของรัฐบาล เพราะต้องคอยรับงาน ทำงาน ถูกประเมินจากนายจ้าง  แล้วถ้าเกิดว่าไม่มีงานหรือวันหนึ่งเราถูกมองว่าเป็นส่วนเกินล่ะ หรือนายจ้างเกิดล้มหายตายจากล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น

การทำงานเพื่อหารายได้ลักษณะนี้เปรียบเสมือนหายใจโดยยืมจมูกคนอื่น  ด้วยเหตุนี้หลายๆคนจึงอยากจะทำงานที่เป็นนายของตัวเองและพยายามมองหาช่องทางการหารายได้เพิ่มที่ที่แตกต่างกันและถูกกับกำลังความรู้ความสามารถและจริตของแต่ล่ะบุคคล

ซึ่งในอดีดทางเลือกก็อาจจะไม่มาก เช่นหุ้น กองทุนรวม เป็นต้น แต่ปัจจุบันทางเลือกกับเปิดกว้างให้กับคนที่เปิดใจ เนื่องจากปัจจุบันกระแสสังคนออนไลน์หรือโซเชียล มีเดีย ต่างๆเช่น Facebook / twitter /Google และอีกต่างมากมายได้แพร่เข้ามาในสังคมได้อย่างทุกซอกทุกมุม

โดยที่ไม่มีใครที่จะต้านทานกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้ ดังนั้นคนที่รับรู้และปรับตัวให้สามารถใช้ประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลงนี่ก่อนก็จะได้เปรียบคนอื่นๆเช่นการขายของออนไลน์ การเป็นผู้สอนออนไลน์เป็นต้น

ซึ่งก็ทำให้หลายต่อหลายคนร่ำรวยมามากต่อมาก  และหนึ่งในกระแสที่เข้ามาโดยที่เราหรือคนส่วนมากไม่รู้ตัวแต่ในกลุ่มการเงิน การธนาคาร รับรู้กันมาซักระยะมาแล้ว และก็หลายๆที่หลายๆธนาคารก็มีการปรับตัวกันแล้ว โดยการลดจำนวนพนักงาน ลดสาขาธนาคาร

โดยหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยยื้อการคงอยู่ของการเป็น เสือนอนกินของตัวเองได้ และก็มีบางธนาคารก็เข้าไปร่วมลงทุนในกระแสตัวนี้ไปแล้ว กระแสที่ว่านั้นคือกระแส เงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ที่ได้ฉายาว่า นักฆ่าระบบธนาคาร นั้นเอง  

ซึ่งในบทความนี้เราจะพาท่านผู้อ่านเข้าไปดูช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจในอดีดที่สร้างคนให้ร่ำรวยมากมากต่อมาก และคนที่สิ้นเนื้อประดาตัวมาก็ไม่น้อย ที่เรารู้จักกันในชื่อ หุ้น (stock)

 และการลงทุนในกระแสที่กำลังมาแรงที่สุดในเวลานี้ซึ่งก็คือ หรือคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

เพราะการลงทุน 2 แบบนี้มีอะไรหลายๆอย่างเหมือนกัน วิธีการลงทุน ทั้งรูปแบบและอื่นๆ และก็มีบางอย่างที่แตกต่างกัน

หุ้น(Stock)

ความคิดเกี่ยวกับเรื่องหุ้นนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน มีหลักฐานทางประวัติศาตร์แสดงของราชอาณาจักรโรมันได้มีการแจกสันปันส่วนของหุ้นให้กับกลุ่มแม่ทัพนายกองต่างในการรับผิดชอบโครงการจากทางจักรวรรดิที่กว้างใหญ่ไพศาล

ในช่วงยุคกลางของยุโรป ยุคล่าอาณานิคม  บริษัท ดัช อินเดีย (บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1602 โดยในช่วงแรกรัฐสภาเนเธอร์แลนด์มอบสิทธิ์ขาดในการค้าเครื่อเทศแก่บริษัทเป็นเวลา 21 ปี นับบริษัทข้ามชาติบริษัทแรกในโลกและเป็นบริษัทแรกที่ออกหุ้นเหมือนอย่างในปัจจุบัน  )

ประเทศไทยเริ่มมีตลาดหุ้นและเปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 มีบริษัทจดทะเบียน บริษัทได้เข้าซื้อขายวันแรก 

 เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในหุ้น มีไม่แตกต่างกันมาก และจึงอธิบายได้ดังนี้

1. อยากมีอิสระภาพทางการเงินเป็นความอยากข้อแรกๆที่ทำให้คนเข้ามาลงทุน

2. เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มากการลงทุนในหุ้นใช้เงินไม่มาก 5,000 บาทก็สามารถลงทุนได้แล้ว

3. สภาพคล่องสูงกว่าทำธุรกิจด้วยตนเองความหมายคืออยากจะซื้อเมื่อไรก็ได้อยากจะขายเมื่อไรก็ได้

4. ไม่ต้องบริหารธุรกิจเอง หมายถึงเราสามารถหาซื้อหุ้นที่มีผู้บริหารเก่งๆได้โดยไม่ต้องเหนื่อย

5. หุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดี หมายถึง ผลต่างของราคาซื้อและราคาขาย และผลตอบแทนจากเงินปันผล

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเจ๊งหุ้นเพราะอะไร

ผู้รู้บางท่านอาจจะบอกว่า เพราะความโลภ มั่งล่ะ ไม่มีความรู้บางล่ะหาคนที่จะพูดตรงๆไม่มีแต่จากประสบการณ์ตรง ผมขอพูดเลยว่า

สาเหตุที่คนส่วนใหญ่เจ๊งหุ้นและก็มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ร่ำรวย โดยมีสาเหตุหลักดังนี้

1.        คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วเจ๊งหุ้นเพราะ หวังแต่จะหากำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อราคาขาย แทนการเติบโตแบบยั่งยืน


วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐี เจ้าพ่อตลาดหุ้นชาวสหรัฐอเมริกา

2.        คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วเจ๊งหุ้นเพราะ ไม่ชอบเล่นหุ้นพื้นฐานดีเพราะถึงแม้ความเสี่ยงต่ำแต่ราคาไม่หวือหวา

3.       3คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้นเป็นคนที่มีทุนน้อย สายป่านสั้น ไม่มีเครือข่าย

4.        4คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วเจ๊งหุ้นเพราะ การเข้าถึงข้อมูลช้า ข้อมูลที่คนส่วนน้อยเพียงหยิบมือรู้ก่อนไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่อง ดีหรือร้าย ที่เขาเรียกว่า ข่าววงใน นั่นล่ะ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐี เจ้าพ่อตลาดหุ้นชาวสหรัฐอเมริกา


5.       5คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วเจ๊งหุ้นเพราะ เพราะชอบเล่นหุ้นปั่นทั้งที่รู้ว่าเป็นหุ้นปั่น แต่เพราะคิดว่าตัวเองสามารถเข้าซื้อและขายได้เร็วกว่าคนอื่น สามารถทำกำไรได้ แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ต่อให้ไวแค่ไหนก็ช้ากว่าคนปั่นหรือเจ้ามือเสมอ ไม่เว้นแม้แต่คุณ

6.        6.คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วเจ๊งหุ้นเพราะ ไม่เรียนรู้การหยุดขาดทุน ( Stop Loss )

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐี เจ้าพ่อตลาดหุ้นชาวสหรัฐอเมริกา

7.        คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วเจ๊งหุ้นเพราะซื้อขายตามเขาไม่ยอมศึกษาหาความรู้

   8.        สุดท้ายต่อให้คุณจะเป็นใครมาจากไหนแต่ถ้าคุณมีแค่ข้อหนึ่งข้อใดใน 7  ข้อนี้ รับประกันได้เลยว่าคุณเจ๊งแน่นอน ล้านเปอร์เซนต์

 

เงินเข้ารหัส(Cryptocurrency)แบบกระจายศูนย์กลาง


เหรียญ BTC & ALT COIN

คริปโทเคอร์เรนซี คือสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งออกแบบให้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ที่ใช้วิทยาการเข้ารหัสลับ

1.เพื่อรับประกันธุรกรรม

2.เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินเพิ่ม

3.เพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนทรัพย์

คริปโทเคอร์เรนซี ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ เงินดิจิทัล (digital currency) เงินทางเลือก (alternative currency) และเงินเสมือน (virtual currency) แต่เป็นเงินที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลางจะทำผ่านบล็อกเชน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลธุรกรรมสาธารณะ โดยใช้เป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย

เงินดิจิทัล (digital currency) / เงินทางเลือก (alternative currency) และ/ เงินเสมือน (virtual currency) เป็นเงินที่ถูกควบคุมโดยศูนย์กลางกับระบบธนาคารกลาง

คริปโทเคอร์เรนซี ธุรกรรมที่เกิดผ่านการใช้และแลกเปลี่ยนเงินทางเลือกเหล่านี้จะเป็นอิสระจากระบบธนาคารทั่วไป ซึ่งธนาคารหรือรัฐบาลไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งรัฐบาลมองว่าอาจจะถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมายและสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีได้

BTC (crytocurremcy) ตัวแรกของโลก

คริปโทเคอร์เรนซีตัวแรกถูกสร้างขึ้นคือ BITCOIN  (BTC)  ซึ่งมีเหรียญทั้งหมดจำนวน 21 ล้านเหรียญในปี 2009  คนลึกลับที่ชื่อใช้นามว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ(Satoshi Nakamoto) ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่าตัวจริงเขาคือใคร

และประมาณกันว่าเขาถือ Bitcoin อยู่จำนวน 1,000,000 BTC ตั้งแต่ 2009 และหลังจากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆของเหรียญในบัญชีอีกเลยจนปัจจุบัน

และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่นาสนใจ คือเหตุการณ์ ที่ทำให้บิตคอยน์มีราคาและถูกบันทึกไว้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของวงการ คริปโทเคอร์เรนซี ที่เรียกว่า Bitcoin Pizza Day   

เนื่องจากก่อนนั้นบิตคอยน์ไม่เคยถูกใช้เพื่อชำระเงินในโลกจริง จนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2010  Mr.  Laszlo Hanyecz หรือนักโปรแกรมเมอร์ชาวฟลอริด้า ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์


นาย Laszlo Han yecz  & Family

ได้โพสต์บน Bitcoin Forum ว่าเขาใช้ 10,000 Bitcoins (มูลค่า $40 ในเวลานั้น) เพื่อซื้อพิซซ่า Papa John ขนาดใหญ่สองถาด ซึ่งถ้าคิดเป็นราคา ปัจจุบันมันจะมีมูลค่าประมาณ 2,800,000,000 บาทเลยทีเดียว  การซื้อพิซซ่าของ Laszlo นับเป็นการประสบความสำเร็จในการใช้ Bitcoin เพื่อซื้อสินค้าในโลกแห่งความเป็นจริงครั้งแรก

 และเพื่อเป็นการระลึกถึงวันดังกล่าว ทำให้วันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปีจึงได้กลายเป็นวัน Bitcoin Pizza Day และ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2018, นาย Laszlo Han yecz ก็ได้ใช้ Bitcoin เพื่อซื้อพิซซ่าสองชิ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาจ่ายเงินเพียง 0.00649 Bitcoin เท่านั้นหรือเท่ากับ 62 ดอลลาร์ แต่เขาก็ไม่ได้เสียใจเพราะเขาได้กลายเป็นตำนานไปเรียบร้อยแล้ว

 ส่วนในแง่ของการลงทุน

ซึ่งเป้าหมายหลักของการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีนั้น คือการลงทุนที่หวังทำกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย ซึ่งจะมาหวังปันผลนั้นไม่มี ดังนั้นทุกคนที่ลงทุนซื้อก็หวังว่าหลังจากซื้อเหรียญไปแล้วราคาของเหรียญจะสูงขึ้น เพื่อจะได้ขายทำกำไร

แต่การลงทุนในเหรียญ คริปโทเคอร์เรนซี ความเสี่ยงสูงมาก เพราะในปัจจุบัน  ปี2020 พบว่ามีสกุลเหรียญ คริปโทเคอร์เรนซี ทั้งหมดบนโลกใบนี้ถึง กว่า 5,000 สกุล มีทั้งเหรียญที่สามารถใช้งานได้จริง และมีอนาคตที่ดี และเหรียญที่สร้างขึ้นมาเพื่อกลอกลวงเอาเงินของนักลงทุน ที่เรียกว่า เหรียญแห่งการกลอกลวง หรือ เหรียญ Scam

แล้วถ้าเราอยากจะลงทุนแล้วเราจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้อย่างไร ง่ายๆครับ เรามีวิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาเหรียญ Scam นี้ได้ไม่ยากครับ ผมจะแนะนำ 3 วิธี ที่ผมใช้อยู่ครับ ง่ายๆ ส่วนใครที่ใช้วิธีอื่นนอกเหนือจากนี้ก็สามารถ แชร์กันได้ครับ

1.        ถ้าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ เราควรหลีกเลี่ยงการระดมทุนในช่วงของการทำ ICO  ซึ่งการเสนอขายเหรียญในระยะเริ่มต้น หรือ ICO ( Initial Coin Offering) มันคือการระดมทุนและลงทุนเพื่อที่จะเปิดตัวโปรเจคโครงการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทสตาร์ทอัพ โดยมีการออกเหรียญดิจิตอล

เว็บเทรดไทย ขึ้นทะเบียนกับ กลต ไทย

2.        เราควรที่จะซื้อเหรียญกับ โบรกเกอร์ หรือ เว็บซื้อขายเหรียญที่น่าเชื่อถือโดยมีหน่วยงานของรัฐบาลรับรอง ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้มีอยู่ 2 เว็บเทรด ได้รับการจดทะเบียนผ่านการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว คือ  Bitkub  , Satang pro  เพราะว่า เว็บเทรด เหล่านี้จะทำการกรองคุณภาพของเหรียญก่อนที่จะนำมาขึ้นให้นักลงทุนซื้อขายแล้ว

เว็บเทรดอื่นๆ



3.        เราควรที่จะซื้อเหรียญกับ โบรกเกอร์ หรือ เว็บซื้อขายเหรียญที่น่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงระดับโลกเช่น เว็บเทรด Binance , Bittrex , Kraken และอื่น เพราะว่า นอกจากเว็บเทรด เหล่านี้จะทำการกรองคุณภาพของเหรียญก่อนที่จะนำมาขึ้นให้นักลงทุนซื้อขายแล้ว ยังมีสกุลเรียญ มากมาย สำหรับให้ได้ลงทุนซื้อและขาย

สามารถเทรดโดยใช้ สมาร์ทโฟน

4.        เหรียญที่เราจะทำการซื้อควรจะเป็นเหรียญที่อยู่ใน TOP 100  หรือเหรียญที่มีมูลค่าสูงสุด 100 อันดับแรกโดยหลักการพื้นฐานที่ว่าจำนวนเหรียญที่มากมายกว่า 5,000 สกุล สุดท้ายด้วยหลักของอุปสงค์ อุปทาน เหรียญที่จะสามารถอยู่รอดได้จะมีน้อยกว่า 10 % เท่านั้น ซึ่งน่าจะมีประมาณ 500 สกุลเท่านั้น และอันดับที่ 100-500 อาจจะเป็นเหรียญสกุลไดสกุลหนึ่งใน 5,000 สกุลนั้นก็ได้

สรุุูป        

ไม่ว่าการลงทุนนั้นจะเป็นหุ้นหรือเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีก็มีความเสี่ยงทั้งนั้นแต่ถ้าเรามีระเบียบวินัยในการลงทุนเราก็สามารถที่จะทำกำไรได้ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกให้เราเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น

ดังนั้นถ้าหากเราสามารถที่จะปรับใช้สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับเราได้ก่อนคนอื่นหรือเร็วกว่าคนอื่น โอกาสที่เราจะสามารถประสบผลสำเร็จได้มากกว่า เร็วกว่า หรือ ก่อนคนอื่นๆย่อมมี หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านมีมุมมองที่เปิดกว้าง ในการลงทุนมากขึ้นครับ

อนึ่งในส่วนของการลงทุนในหุ้นนั้นมีมามากกว่า 400 ปี ( ..2145)แล้วและในประเทศไทยเองก็มีมากว่า 45 ปี (.. 2518 )แล้ว ในขณะที่ในส่วนของคริปโทเคอร์เรนซีหรือเงินดิจิทัลนั้นเพิ่งเกิดขึ้นมาครั้งแรกเมื่อกว่า 10 ปี (.. 2552 ) เท่านั้น

ดังนั้นโอกาสจึงมีมาก เพราะอะไรที่เกิดมาใหม่ความรู้ความเข้าใจของแต่ล่ะคนย่อมจะไม่แตกต่างกันมาก ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับคนที่ตั้งใจจริงๆที่เรียนรู้และลงทุน